แสงแดดและความร้อนแผดเผารถยนต์ของคุณอย่างไรบ้าง?

การที่รถยนต์ตากแดดเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นการจอดหรือขณะขับขี่อยู่ความร้อนที่เกิดขึ้นจะทำลายอุปกรณ์ต่าง ๆของรถคุณโดยไม่รู้ตัว เรามาดูกันว่าความร้อนจากแสงแดดทำลายรถของคุณได้อย่างไร

  • อย่างแรกคือสี ความร้อนจะทำลายสีที่เคลือบรถ ทำให้สีซีดไม่สม่ำเสมอ แต่มันไม่ได้ทำลายเฉพาะภายนอกเท่านั้น ยังทำลายภายในห้องโดยสายบริเวณคอนโซลและเบาะอีกด้วย
  • ยาง ไม่ว่าจะเป็นยาขอบกระจก ยางปัดน้ำฝน ผลของความร้อนจะทำให้ยางเสื่อมสภาพ สิ้นอายุการใช้งานก่อนเวลาอันควร
  • เบาะหนัง จากเบาะหนังที่สวยหรู อาจกลายเป็นความแห้งกรอบ แตกลายงาดูไม่น่านั่ง
  • แผงคอนโซลหน้า นอกจากสีจะซีด อุปกรณ์ภายในก็อาจเสื่อมสภาพตามไปด้วย
  • แอร์ ต้องทำงานหนักเพียงใด ถึงจะเอาชนะความร้อนได้
  • และที่เลวร้ายที่สุดคือ ปฏิกิริยาจากความร้อนที่ทำต่อพลาสติกคอนโซลหน้าหรือน้ำหอมปรับอากาศ แล้วส่งสารพิษออกมาให้คนในรถสูดดม

            นี่คือผลจากแสงแดดและความร้อนที่ทำร้ายรถที่เรารัก แต่ช้าก่อนหากคิดว่าแสงแดดจะส่งผลเสียแค่เพียงรถยนต์แล้วล่ะก็ คุณกำลังคิดผิด เพราะในแสงแดดยังมีรังสีUV ทั้งรังสี UV A และ UV Bตัวการสำคัญของปัญหาสุขภาพไม่ว่าจะเป็น กระจกตาอักเสบ มะเร็งผิวหนัง ต้อกระจก ผิวไหม้จากแดด เซลล์เม็ดเลือดขาวถูกทำลาย ผิวหนังเหี่ยวย่น เพราะรังสี UV สามารถทะลุทะลวงกระจกรถเข้ามาทำร้ายคุณได้ถึงในรถได้เลย

            นอกจากนี้ การอยู่ในรถที่ภายในร้อน ยังเป็นต้นเหตุของอาการหงุดหงิดง่ายอีกด้วย

เมื่อรู้ผลเสียของแดดจ้าแล้ว ก็ต้องหาวิธีป้องกัน

            โชคดีแค่ไหนที่เราเกิดมาในยุคที่มีนวัตกรรมมากมาย 1 ในนั้นก็คือนวัตกรรมการบังแดดให้รถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นผ้าคลุมรถ เต็นท์จอดรถ หรือร่มรถยนต์ แต่คงไม่สนุกแน่ถ้าเราต้องพกสิ่งเหล่านี้ไปด้วย

เพราะในเวลาที่คุณต้องรีบเร่ง แต่กลับต้องมาเสียเวลากางผ้า กางเต็นท์ กางร่มเพื่อคลุมรถ แค่คิดก็ไม่สนุกแล้ว หรือหากเข้าหน้าฝน ก็จะคงเฉอะแฉะ เลอะเทอะน่าดู

            วิธียอดนิยมและแนะนำติดเป็นอย่างแรก ก็คือติดฟิล์มกรองแสง มันก็สะดวกดีจริง ๆ  และคลายร้อนได้ แต่แล้วคุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่า เลือกฟิลม์ได้ตรงกับความต้องการจริงๆ เพราะฟิล์มนั้นก็มีให้เลือกหลากหลายเกรด หลากหลายราคา ความเข้มที่เลือกมันโอเคมั้ย

ถ้าเลือกความเข้มน้อยก็ดูไม่เป็นส่วนตัว  แล้วถ้าเลือกความเข้มสูง ๆมันก็อาจดูมืดเกินแต่พอขับรถตอนกลางคืนก็เจอปัญหา เพราะมันบดบังวิสัยทัศน์ ข้างนอกก็มืด กระจกก็ดำ ก็กลัวอุบัติเหตุ

            ม่านกันแดดเลยเข้ามาเป็นตัวช่วยในเรื่องลดความร้อน ซึ่งก็มีหลากหลายแบบ อย่างแรกที่คุ้นตากันมาก็คือ ม่านรางแบบในรถตู้ ซึ่งก็อาจจะดูไม่เหมาะกับรถเก๋ง หรือม่านลายการ์ตูนน่ารักๆ

ซึ่งก็อาจไม่เหมาะกับรถคุณผู้ชาย หรือม่านเดิมๆใช้แล้วดูไม่ค่อยสะดวกเพราะขนาดไม่พอดีช่องหน้าต่าง หรือเวลาการลดกระจกลงก็ต้องเอาม่านออกก่อน  แล้วจะมีม่านบังแดดแบบไหน ที่ทั้งสวยและใช้งานได้ดี  ที่ Groovy Driving มีคำตอบเพราะ ออกแบบให้เข้ากับรูปทรงหน้าต่าง จะใช้ก็แค่ใส่ ไม่ใช้ก็ถอดออก

ม่านบังแดดรถยนต์คืออะไร ทำหน้าที่อะไร?

ประเทศไทยมีที่ตั้งอยู่ในเขตร้อนมีแสงแดดจ้าทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนหากมีแดดจัดอากาศก็จะร้อนขึ้นมากทันที รถยนต์ที่จอดตากแดดหรือขับท่ามกลางแดดจัด

ทำให้ระบบปรับอากาศแทบจะไม่ส่งไอเย็นไปทั่วทั้งห้องโดยสาร หรือความร้อนจากภายนอกทำให้แอร์ไม่สามารถกระจายความเย็นได้ทั่วทั้งคัน

เมื่อต้องการลดความร้อน ลดอุณหภมิให้กับห้องโดยสารรถยนต์ส่วนตัว การติดตั้งม่านกันแดด เพื่อบังแดด เพื่อช่วยลดอุณหภูมิในวันที่มีแสงแดดจัด รวมถึงช่วยปกป้องอันตรายจากแสงยูวีอีกด้วย

ม่านบังแดด Groovy ต่างจากม่านแบบเดิมๆอย่างไร?

หลักแนวคิดในการพัฒนาม่านบังแดด Groovy มาจากการที่เห็นม่านกันแดดที่ขายในท้องตลาดมีทั้งแบบติดตั้งชั่วคราว เป็นม่านแผ่นๆพับเก็บได้ หรือแบบเป็นม้วน Roll up และยังมีแบบติดตั้งถาวรจากโรงงานประกอบรถยนต์

ที่ส่วนใหญ่จะติดตั้งมากับรถรุ่นท็อปๆ  โดยที่เนื้อวัสดุที่ใช้ทำม่านบังแดดของม่านGroovy จะใช้สเปคเดียวกันกับม่านที่มาจากโรงงานประกอบรถนั่นเอง แค่จะแตกต่างที่วิธีติดตั้ง ที่ทำให้รถยนต์ทุกรุ่นมีม่านบังแดดคุณภาพดีๆใช้นั่นเอง

ม่านในอดีต ทั่วๆไป มีด้วยกัน 2 ชนิดใหญ่ ๆดังนี้

  1. ม่านประเภทราง(เหมือนผ้าม่านตามบ้าน)

            ข้อดี: กันแสงได้ดี เนื่องจากปิดได้เต็มพื้นที่ทั้งหน้าต่างตามคุณสมบัติความหนาและเนื้อผ้าที่นำมาใช้

            ข้อเสีย: ต้องเจาะเพื่อติดตั้งราง ใครที่รักรถมาก ๆไม่น่าจะรับได้ ที่สำคัญคือเมื่อปิดม่านแล้ว ข้างในก็มืดทันที ไม่สามารถมองทิวทัศน์ได้เลย ยิ่งถ้าติดรอบคันจะทำให้วิสัยทัศน์ของคนขับลดลงมาก มีจุดบอดที่มองไม่เห็นขณะขับรถเพิ่มมากขึ้น

  1. ม่านประเภทตาข่าย(เป็นผ้ายึด มีโครงเหล็กและจุกสุญญากาศ)

            ข้อดี: โปร่งแสงทำให้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ข้างนอกได้ สะดวกเวลาใช้งาน สามารถถอดออกและพับเก็บได้

            ข้อเสีย: บังได้ไม่เต็มพื้นที่ มีช่องว่างให้แสงลอด เมื่อติดแล้วเปิดกระจกรถไม่ได้ หลุดง่ายเมื่อจุกสุญญากาศเสื่อมสภาพ และทำให้ฟิล์มกรองแสงเสียหาย

            ด้วยข้อดีและข้อเสียของม่านทั้ง 2 ประเภท  ผู้ผลิตม่านบังแดดGroovy จึงนำข้อดีมาใช้และปรับปรุงข้อเสียจึงทำการออกแบบใหม่ทั้งหมดโดยคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้งานและหน้าที่ในการป้องกันแสงแดดและรังสี UV เป็นหลักจึงทำให้ ม่านบังแดด Groovy มีคุณสมบัติดังนี้

  • ออกแบบเฉพาะให้ เข้ารูปตรงรุ่นรถ เพื่อการบังแสงได้เต็มพื่นที่กระจก
  • โปร่งแสง เพื่อรักษาวิสัยทัศน์ในการขับขี่
  • ลดแสงจ้าจากแดด โดยใช้วัสดุที่สามารถกรองแสงและกันรังสี UV ได้ถึง 70%
  • ใช้งานง่าย สามารถกางออกมาใช้งานและพับเก็บได้ง่ายเหมือนคุณสมบัติของม่านตาข่าย
  • เป็นมิตรกับรถยนต์ ด้วยตัวยึดที่เล็ก ไม่เกะกะ แข็งแรง และไม่ต้องเจาะรถเพื่อติดตั้ง และม่านบังแดดบางรุ่นเป็นระบบแม่เหล็กที่ทำให้การติดตั้งม่านกันแดด ทำได้ง่ายขึ้นไปอีก

ติด ม่านบังแดดรถยนต์
Groovy แล้วดีอย่างไร?

จากคุณสมบัติที่กล่าวมาทั้งหมดนี้


เห็นได้ชัดว่าทั้งฟิล์มกรองแสง และ ม่านบังแดด ต่างก็มีข้อดีไม่ด้อยไปกว่ากัน หากติดฟิล์มแล้วรู้สึกว่าไม่มีปัญหาอะไรก็สามารถจบที่ฟิล์มได้ หากติดแล้วคิดว่ายังไม่เพียงพอต่อความต้องการก็สามารถใช้ม่านเป็นทางเลือกเสริมได้ เพราะจุดประสงค์หลักคือช่วยลดความร้อนที่เกิดขึ้นจากแสงแดด เป็นการปกป้องทั้งรถยนต์และผู้ที่นั่งภายในรถ การติดฟิล์มก็เหมือนกับการทาครีมกันแดดลงบนผิวหนัง

หากให้ไปยืนกลางแดดนานๆคงไม่ไหว ต้องหาหมวกมาใส่หรือกางร่มเพื่อลดความร้อนแรง และอันตรายจากแสงแดด ซึ่งเปรียบได้กับการใช้ม่านกันแดดรถยนต์นั่นเอง